
ณ ป่าหิมพานต์อันเขียวขจี ท่ามกลางพฤกษานานาพันธุ์ที่ออกดอกชูช่อ ย้อมสีสันสดใสขับไล่ความมืดมิดแห่งพงไพร แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องลงมาเป็นลำ ผ่านใบไม้หนาทึบ สร้างเงาตะคุ่มสลับกันไปมา อากาศอบอ้าวไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิด และเสียงแมลงขับขานบทเพลงแห่งธรรมชาติที่ดังระงม บรรยากาศโดยรวมชวนให้รู้สึกสงบเย็น ยากที่จะมีสิ่งใดมารบกวนได้
ในป่าแห่งนี้ มีเหล่าสัตว์น้อยใหญ่พากันอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่ก็มีกลุ่มลิงป่ากลุ่มหนึ่งซึ่งมีพฤติกรรมแตกต่างออกไป พวกมันใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ไร้ซึ่งความกังวลใดๆ ราวกับว่าโลกทั้งใบนี้เป็นเพียงสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ของพวกมัน หัวหน้าฝูงลิงเป็นลิงที่ฉลาดแกมโกง มีชื่อว่า "กปิละ" มันมีขนสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาเป็นประกายวาววับอยู่เสมอ สะท้อนถึงความเจ้าเล่ห์เพทุบายที่ซ่อนอยู่ภายใน
วันหนึ่ง ขณะที่ฝูงลิงกำลังปีนป่ายเล่นสนุกอยู่บนกิ่งไม้สูงเสียดฟ้า กปิละได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง มันเห็นพรานป่ากลุ่มหนึ่งกำลังเดินลัดเลาะเข้ามาในเขตป่าใกล้ๆ พรานเหล่านี้มีสีหน้าเคร่งเครียด มือถืออาวุธครบมือ พวกมันกำลังตามรอยสัตว์ป่าที่หมายตา
"พวกเจ้า! หยุดซนเสียที!" กปิละร้องตะโกนเสียงดัง "ดูนั่นสิ! พวกพรานกำลังเข้ามา!"
เหล่าลิงตัวอื่นๆ ชะงักมือชะงักเท้า หันไปมองตามทิศทางที่กปิละชี้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
"พวกพรานมาทำไมที่นี่?" ลิงหนุ่มตัวหนึ่งถามอย่างตื่นตระหนก
"พวกมันคงมาล่าสัตว์สิน่ะ" กปิละตอบพลางหรี่ตาลง "เราต้องรีบหนีไปก่อนที่พวกมันจะมาเจอเรา"
แต่แทนที่จะพาฝูงลิงอพยพหนีไป กปิละกลับมีแผนการอื่นอยู่ในใจ ดวงตาของมันเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง
"เดี๋ยวก่อนพวกเจ้า" กปิละกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ "เราไม่ต้องหนีไปไหนทั้งนั้น เราจะเล่นสนุกกับพวกพรานเสียเลย!"
เหล่าลิงตัวอื่นพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เข้าใจเจตนาของหัวหน้าฝูง
"หัวหน้าจะทำอะไร?" ลิงแก่ตัวหนึ่งถามอย่างระแวง
"เราจะแกล้งทำเป็นสัตว์ที่พวกมันกำลังตามล่าไงล่ะ!" กปิละอธิบาย "เราจะล่อให้พวกมันตามเราไปในที่ที่อันตราย แล้วเราก็จะหนีรอดไปได้ ส่วนพวกพรานก็จะเจอดี!"
แผนการของกปิละฟังดูอันตราย แต่ก็ชวนให้เหล่าลิงอยากรู้อยากเห็น พวกมันจึงพยักหน้าเห็นด้วย
ฝูงลิงเริ่มเคลื่อนไหวตามแผนที่กปิละวางไว้ พวกมันวิ่งไปมา ส่งเสียงร้องลั่นป่า ล่อตาล่อใจให้เหล่าพรานสังเกตเห็น พรานป่าเห็นฝูงลิงก็ดีใจ คิดว่าพวกมันคงกำลังหนีอะไรบางอย่าง จึงเร่งฝีเท้าตามไป
กปิละพาฝูงลิงวิ่งเข้าไปในส่วนลึกของป่า ซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายที่เหล่าลิงคุ้นเคย แต่เหล่าพรานไม่คุ้นชิน พวกมันวิ่งตามฝูงลิงไปอย่างไม่คิดชีวิต
ขณะที่วิ่งไป พวกมันก็เจอเข้ากับเถาวัลย์หนาทึบที่พันเกี่ยวกันไปมา กปิละกระโดดข้ามไปได้อย่างสบายๆ แต่เหล่าพรานกลับติดกับ
"อ๊ากกก!" เสียงร้องของพรานดังขึ้นเมื่อเขาเกี่ยวเข้ากับเถาวัลย์
"ระวัง!" พรานอีกคนตะโกน แต่ก็สายเกินไป
ฝูงลิงวิ่งไปอีก สู่บริเวณที่มีบึงโคลนขนาดใหญ่ กปิละกระโดดข้ามไปได้ แต่เหล่าพรานที่วิ่งตามมาอย่างไม่ทันระวัง ก็ตกพรวดลงไปในบึงโคลน
"ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!" เหล่าพรานร้องขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวัง
กปิละและฝูงลิงมองดูเหล่าพรานที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่ในโคลน พวกมันหัวเราะชอบใจกับผลลัพธ์ที่ได้
"ฮ่าๆๆ! เห็นไหมพวกเจ้า! แผนของข้าสำเร็จ!" กปิละหัวเราะอย่างสะใจ
เหล่าพรานที่ติดอยู่ในโคลนเริ่มตระหนักได้ว่า พวกมันถูกลิงหลอกเสียแล้ว ความโกรธแค้นและความอับอายแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
"ไอ้ลิงเจ้าเล่ห์! แกต้องชดใช้!" พรานคนหนึ่งตะโกนขึ้น
แต่ไม่ว่าพวกมันจะตะโกนด่าทออย่างไร ฝูงลิงก็ไม่สนใจ พวกมันเพียงแค่ยืนหัวเราะเยาะเย้ยอยู่บนต้นไม้สูง
หลังจากที่เหล่าพรานพอจะดิ้นรนออกจากโคลนได้บ้างแล้ว พวกมันก็หมดกำลังใจที่จะไล่ล่าฝูงลิงต่อ พวกมันจึงล่าถอยกลับไปอย่างอับอาย
กปิละมองตามหลังเหล่าพรานไปจนลับตา มันรู้สึกภาคภูมิใจในความฉลาดแกมโกงของตนเอง
"เป็นไงล่ะ! พวกเจ้าเห็นหรือยังว่าข้าแน่แค่ไหน!" กปิละพูดกับฝูงลิง "เราไม่ต้องกลัวใครทั้งนั้น ถ้าเราฉลาดพอ!"
เหล่าลิงตัวอื่นๆ ต่างพากันสรรเสริญกปิละ ยกย่องในความสามารถของมัน
วันเวลาผ่านไป ฝูงลิงยังคงใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ไร้ความกังวล แต่กปิละก็ยังคงใช้แผนการเดิมๆ หลอกล่อสัตว์อื่นๆ หรือแม้กระทั่งมนุษย์ที่หลงเข้ามาในป่า
วันหนึ่ง ขณะที่กปิละกำลังปีนป่ายต้นไม้สูงอย่างสนุกสนาน มันได้เห็นสิ่งประหลาดบางอย่างอยู่เบื้องล่าง เป็นกับดักที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างแนบเนียน มันทำจากไม้และเชือกที่ซ่อนไว้ใต้ใบไม้
กปิละรู้สึกสงสัย มันจึงกระโดดลงมาเพื่อจะสำรวจ
"นี่มันอะไรกันนะ?" กปิละพึมพำกับตัวเอง
มันยื่นมือเข้าไปใกล้กับดักเพื่อจะลองสัมผัส แต่ทันใดนั้นเอง! กับดักก็ทำงานอย่างรวดเร็ว เชือกพันรัดขากปิละไว้แน่น
"อ๊ากกก! อะไรน่ะ!" กปิละร้องด้วยความตกใจ
มันพยายามดิ้นรนสะบัดขา แต่เชือกยิ่งรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ กปิละเริ่มรู้สึกเจ็บปวด
เหล่าลิงตัวอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์ก็ตกใจรีบวิ่งเข้ามา
"หัวหน้า! เป็นอะไรไป!" ลิงตัวหนึ่งร้องถาม
"ข้าติดกับดัก! ช่วยข้าด้วย!" กปิละร้องขอความช่วยเหลือ
เหล่าลิงพยายามจะช่วยปลดเชือก แต่พวกมันก็ไม่รู้วิธี
ในขณะที่กปิละกำลังสิ้นหวัง มันก็เห็นใบหน้าของพรานป่าที่มันเคยหลอกไว้ เดินเข้ามาใกล้
พรานป่าเห็นกปิละติดกับดักก็รู้สึกประหลาดใจ
"เจ้าลิงเจ้าเล่ห์! ในที่สุดข้าก็จับเจ้าได้!" พรานป่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
กปิละรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันรู้ว่าถ้าพรานป่าจับตัวมันไป มันจะต้องเจอชะตากรรมที่เลวร้าย
"ได้โปรดเถอะท่านพราน! ปล่อยข้าไปเถอะ!" กปิละอ้อนวอน
"เจ้าเคยปล่อยสัตว์อื่นให้เป็นอิสระบ้างไหม?" พรานป่าถามกลับ
กปิละก้มหน้ายอมรับผิด
"ข้า... ข้าไม่เคย..."
พรานป่าหัวเราะ
"เจ้าเคยหลอกข้า และหลอกสัตว์อื่นอีกมากมาย ตอนนี้ถึงตาเจ้าต้องรับกรรมแล้ว!"
เหล่าลิงที่ยืนมองอยู่ก็รู้สึกสงสารหัวหน้าของตน
"ท่านพราน! ได้โปรดไว้ชีวิตหัวหน้าของพวกเราด้วยเถิด!" ลิงตัวหนึ่งกลั้นน้ำตา
พรานป่ามองไปที่เหล่าลิงที่กำลังอ้อนวอน
"ถ้าพวกเจ้าอยากให้ข้าปล่อยมันไป พวกเจ้าก็ต้องสัญญากับข้าว่าจะไม่ทำร้ายสัตว์อื่นอีกต่อไป และจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข"
เหล่าลิงพากันมองหน้ากัน แล้วตอบตกลง
"พวกเราสัญญา! พวกเราจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและไม่ทำร้ายใครอีก!"
พรานป่าจึงปลดเชือกปล่อยกปิละ
กปิละล้มลงไปกองกับพื้น รู้สึกเจ็บปวดทั้งกายและใจ มันมองไปที่เหล่าลิง และมองไปที่พรานป่า
"ข้าขอโทษ..." กปิละกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น กปิละก็เปลี่ยนแปลงไป มันเลิกใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงผู้อื่น หันมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรม และสอนให้ฝูงลิงของมันปฏิบัติตาม
ในที่สุด ด้วยการบำเพ็ญบารมีแห่งความเมตตาและความไม่เบียดเบียน กปิละก็ได้บรรลุถึงความดีงาม และนำพาฝูงลิงไปสู่ความสงบสุข
การใช้ปัญญาในทางที่ผิดย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ตนเองในที่สุด การหลอกลวงผู้อื่น แม้จะได้รับผลประโยชน์ชั่วคราว แต่สุดท้ายก็จะประสบกับผลกรรมที่ตามมา การให้อภัยและเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความผิดพลาด
บารมีแห่งปัญญา (ในการหลอกล่อ) ที่กลับกลายมาเป็นบารมีแห่งความเมตตา ความไม่เบียดเบียน และการให้อภัย
— In-Article Ad —
การใช้ปัญญาในทางที่ผิดย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ตนเองในที่สุด การหลอกลวงผู้อื่น แม้จะได้รับผลประโยชน์ชั่วคราว แต่สุดท้ายก็จะประสบกับผลกรรมที่ตามมา การให้อภัยและเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความผิดพลาด
บารมีที่บำเพ็ญ: บารมีแห่งปัญญา (ในการหลอกล่อ) ที่กลับกลายมาเป็นบารมีแห่งความเมตตา ความไม่เบียดเบียน และการให้อภัย
— Ad Space (728x90) —
249ทุกนิบาตมหานารทชาดกในยุคโบราณกาล เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงอุบัต...
💡 การมีเมตตาต่อสรรพสัตว์ ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีงาม และการไม่เบียดเบียนผู้อื่นคือหนทางแห่งความสงบสุข
148เอกนิบาตสุชาตชาดกณ เมืองเวสาลี มีสตรีนางหนึ่งนามว่า สุชาดา นางเป็นหญิงสาวที่มีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบ และมี...
💡 คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเนิด แต่อยู่ที่ความรู้ ความสามารถ และจิตใจที่ดีงาม
156ทุกนิบาตอังคารสัตถุชาดกณ ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งในสมัยพุทธกาล นามว่า แคว้นมคธ ที่ซึ่งกษัตริย์ผู้ทรงธรร...
💡 ความโลภเป็นบ่อเกิดแห่งความฉิบหาย ผู้ที่มีความโลภย่อมไม่รู้จักพอ แม้จะได้ทรัพย์สินมากเท่าใดก็ยังต้องการอีก จนนำพาตนเองไปสู่ความเสื่อมและหายนะได้.
143เอกนิบาตสุมังคลชาดกณ กรุงสาวัตถีอันรุ่งเรือง พระราชาทรงพระนามว่า พระเจ้าปิงคละ ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชา...
💡 ความจริงย่อมชนะความเท็จ ผู้ที่คิดร้ายต่อผู้อื่น ย่อมได้รับผลกรรมนั้น.
171ทุกนิบาตอุปปุริชาดก (เรื่องกา) ณ ป่าใหญ่ที่เขียวชอุ่ม ท่ามกลางเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไ...
💡 อย่าตัดสินผู้อื่นจากรูปลักษณ์ภายนอก หรือความแตกต่าง แต่ให้มองถึงคุณค่าภายในและการกระทำ ความพยายามและความมุ่งมั่นสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้เสมอ
160ทุกนิบาตกุฏิกชาดกณ แคว้นมคธ ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ มีพระภิกษุรูปหนึ่งนามว่า "มหาติสสะ"...
💡 การช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน เป็นการสร้างบุญกุศลอันประเสริฐ ที่จะส่งผลให้ได้รับความสุขความเจริญ และเป็นหนทางสู่การบรรลุมรรคผลนิพพาน.
— Multiplex Ad —